วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา และมีพระราชประสงค์ให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ที่นำมาจากกรุงเวียงจันทร์ แต่แท้ที่จริงแล้ว พบเจอวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย และเป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่มีส่วนสังฆาวาส

P1060169_resize P1060186_resize P1060204_resize P1060209_resize P1060216_resize P1060238_resize P1060244_resize P1060254_resize P1060264_resize P1060267_resize P1060279_resize

พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

พุทธมามกะ คือ ผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน หรือ   การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ หมายถึง การประกาศตนของผู้แสดงว่าเป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้าเป็นของตนการปฏิญาณตนเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาสามารถทำได้หลายครั้งได้ ตั้งแต่เด็ก ถึงโตเป็นผู้ใหญ่

ความเป็นมา

เมื่อความนิยมในการบวชสามเณรลดลง พร้อมกับการส่งเด็กไปเรียนในต่างประเทศมากขึ้น  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  (รัชกาลที่  ๕)  ทรงพระราชปริวิตกว่า  เด็กๆจักไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อพระพุทธศาสนา จึงโปรดให้พระโอรสของพระองค์ทรงปฏิญาณพระองค์เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาก่อน  และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  (รัชกาลที่  ๖)  ได้เป็นพระ องค์แรกที่ปฏิญาณพระองค์ตามธรรมเนียมที่ทรงตั้งขึ้นใหม่นั้น  และใช้เป็นราชประเพณีต่อมาอีกหลายพระองค์  เช่น  พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า จุมพฎพงศ์บริพัตร  พระโอรสสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิตกับหม่อมเจ้าองค์อื่นๆก่อนจะไปศึกษาในยุโรปก็ได้แสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะก่อน  เป็นต้น โดยเหตุนี้  จึงเกิดเป็นประเพณีนิยมแสดงตนเป็นพุทธมามกะขึ้นสืบต่อกันมา   ในปัจจุบัน  ความนิยมแสดงตนเป็นพุทธมามกะของชาวพุทธไทย  สามารถสรุปได้  ดังนี้

๑.     เมื่อบุตรหลานของตนรู้เดียงสาเจริญวัยอยู่ในระหว่าง  ๑๒ – ๑๕  ปี  ก็ประกอบพิธีให้บุตรหลานได้แสดงตนเป็นพุทธมามกะ  เพื่อให้เด็กสืบความเป็นชาวพุทธตามตระกูลต่อไป

๒.     เมื่อจะส่งบุตรหลานไปเรียนยังต่างประเทศที่มิใช่ดินแดนของพระพุทธศาสนา

๓.     เมื่อจะปลูกฝังนิสัยของเยาวชนให้มั่นคงในพระพุทธศาสนาส่วนมากทางโรงเรียนจะเป็นผู้จัดทำพิธีกรรม  อาจจะเป็นปีละครั้ง

เมื่อมีบุคคลต่างศาสนาเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาต้องการจะประกาศตน เป็นชาวพุทธ

IMG_6843_resize

IMG_6858_resize

IMG_6780_resizeIMG_6551_resize

ระเบียบพิธี

นิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย  ๕  รูป  เข้าพระอุโบสถ  หรือศาลาหรือสถานที่ที่เหมาะสมแล้วคณะผู้ปฏิญาณตนนั่งพร้อมกันหน้าพระสงฆ์ผู้แทนจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย  (ถ้านั่งกับพื้นพึงนั่งคุกเข่า  ถ้านั่งบนเก้าอี้  ให้ยืน  ประนมมือ)  แล้วกล่าวคำบูชาตามผู้นำ  ดังนี้

——————–******************——————–

ในลําดับต่อจากนี้ไป,ขอให้ทุกคน เตรียมกาย, วาจา ใจ ให้เรียบร้อย, เพื่อเข้าสู่พิธีอันศักดิ์สิทธิ์,คือการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ (หยุดสักครู่) ท่านทั้งหลาย,พระพุทธศาสนา,เป็นศาสนาที่ประเสริฐยิ่ง,พวกเราทั้งหลาย, ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน, ควรอย่างยิ่ง, ที่จะร่วมกันสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา,
ด้วยการศึกษา, และปฏิบัติตามพระธรรมคําสั่งสอน, ขององค์สมเด็จพระชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้า,ผู้เป็นบรมครูของเทวดา,และมนุษย์ทั้งหลาย,
ต่อไปนี้ , ขอให้เพื่อนๆ นักเรียนชายทุกคนนั่งในท่าเทพบุตร และเพื่อนนักเรียนหญิงทุกคน, นั่งในท่าท่าเทพธิดา,(หยุดสักครู่) และขอให้เพื่อนทุกคน,
กล่าวตามข้าพเจ้า ดังนี้,

อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง ปูเชมะ
ข้าพเจ้าทั้งหลายบูชาพระพุทธเจ้าด้วยเครื่องสักการะนี้

อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมะ
ข้าพเจ้าทั้งหลายบูชาพระธรรมด้วยเครื่องสักการะนี้

อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง ปูเชมะ
ข้าพเจ้าทั้งหลายบูชาพระสงฆ์ด้วยเครื่องสักการะนี้

———-

นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  (ว่า  ๓  จบ)

———-

เพื่อน ๆ ทั้งหลาย, บุญเกิดที่จิต, ความศักดิ์สิทธิ์เกิดที่ใจ, ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคนตั้งใจ, กล่าวตามข้าพเจ้าดังน

———-

 เอสาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัญจะ สังฆัญจะฯ พุทธะมามะโกติ (หญิงว่า : พุทธะมามิกาติ) มัง สังโฆ ธาเรตุฯ

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ  ข้าพเจ้าทั้งหลาย  ขอถึงผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  แม้เสด็จปรินิพพานนานแล้ว

ทั้งพระธรรม  และพระสงฆ์เป็นสรณะที่ระลึกนับถือ  ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าทั้งหลายไว้ว่าเป็นพุทธมามกะ

เป็นผู้รับเอาพระพุทธเจ้าเป็นของตน  คือผู้นับถือพระพุทธเจ้า

จะยึดมั่นในพระพุทธศาสนาตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปตลอดชีวิต.

———-

พระสงฆ์ทั้งนั้นประนมมือรับ  “สาธุ”  พร้อมกัน

จากนั้นผู้ปฏิญาณตนนั่งประนมมือฟังโอวาทจากพระสงฆ์  หลังจากจบโอวาทแล้วผู้แทนนำกล่าวคำอาราธนาศีล

มะยัง  ภันเต,  วิสุง  วิสุง  รักขะณัตถายะ,  ติสะระเณนะ  สะหะ,ปัญจะ  สีลานิ  ยาจามะ .
ทุติยัมปิ  มะยัง  ภันเต,  วิสุง  วิสุง  รักขะณัตถายะ,  ติสะระเณนะสะหะ,  ปัญจะ  สีลานิ  ยาจามะ.
ตะติยัมปิ  มะยัง  ภันเต,  วิสุง  วิสุง  รักขะณัตถายะ,ติสะระเณนะสะหะ,  ปัญจะ  สีลานิ  ยาจามะ.

จากนั้นประธานสงฆ์จะเป็นผู้ให้ศีล ผู้ปฏิญาณว่าตาม ดังนี้
นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ.
นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ.
นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ.

ประธานสงฆ์ว่า  “ยะมะหัง  วะทามิ,  ตัง  วะเทหิ”  ผู้ปฏิญาณรับว่า  “อามะ  ภันเต”
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ.
ธังมัง สะระณัง คัจฉามิ.
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ.
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ.
ทุติยัมปิ ธังมัง สะระณัง คัจฉามิ.
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ.
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ.
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ.
ตะติยัมปิ  สังฆัง  สะระณัง  คัจฉามิ.

ประธานสงฆ์ว่า  “ติสะระณะคะมะนัง  นิฏฐตัง”  ผูปฏิญาณรับว่า  “อามะ  ภันเต”
ปาณาติปาตา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณีสิกขาปะทังสะมาทิยามิ
อิมานิ  ปัญจะ  สิกขาปะทานิ  สะมาทิยามิ  (๓  หน)

และประธานสงฆ์จะบอกอานิสงส์ของศีลต่อไปว่า
สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา
สีเลนะ  นิพพุติง  ยันติ  ตัสมา  สีลัง  วิโสธะเยฯ

(บทนี้  ผู้ปฏิญาณไม่ต้องว่าตาม,  พอท่านว่าจบแล้วให้กราบ  ๓  ครั้ง)

ลำดับจากนี้  ถ้ามีเครื่องไทยธรรม  พึงนำเครื่องไทยธรรมมาถวายพระสงฆ์

เสร็จแล้วพระสงฆ์อนุโมทนา  ผู้ปฏิญาณกรวดน้ำรับพรเสร็จแล้วกราบพระสงฆ์  ๓  ครั้ง

เป็นอันเสร็จพิธี…………

The 5th Annual Congress for Teacher Professional Development

10-12 October 2012, IMPACT Thailand. ผู้นำเสนอจากต่างประเทศบอกว่า การศึกษาของประเทศใดประเทศหนึ่งที่ว่าดี แต่อาจจะไม่เหมาะกับประเทศของท่าน ต้องนำประยุกต์ให้ตรงกับบริบทของการศึกษาประเทศนั้นๆ…

ประเทศฟินแลนด์

IMG_1147_resize

IMG_1135_resize

1. ภาคบังคับ 9 ปี ระหว่าง 7 – 16 ปี (ป.1-ม.3) ม.ปลายไม่บังคับ

เน้นการเรียนบูรณาการวิชา…ให้เกียรติยกย่องครูมากกว่าทุกอาชีพ…

ประเทศก็ไม่ต่างกันแต่ อาชีพครูเป็นอาชีพต้นที่จะติดลบ อยู่เสมอ

2. ไม่เน้นอนุบาล เพราะเขาบอกว่าช่วงเวลานี้เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความแข็งแกร่งทางสังคม ต้องให้ผู้ปกครองสอน ต้องสอนทุกอย่าง ให้ความรู้ ความรัก ความอบอุ่น พร้อมถ่ายทอดวิถีวัฒนธรรมของเขาให้ได้มากที่สุด เพื่อก้าวสู่การเรียนในระดับต่อไป

ถ้าเป็นประเทศไทย ก็เมื่อไหร่จะเข้าอนุบาล จะได้มีคนช่วยเลี้ยง หรือมีเหตุผลอื่น

3. ห้องเรียนจะมีนักเรียนประมาณไปเกิน 20 คน ครูดูแลได้ดีถ้ามีเยอะดูแลลำบาก

เจ้าไทยก็…เติมทีครับไม่ต่ำกว่า 30-35-40 บางโรงเรียน(ประถม) หรือ 40-50 มัธยม

4.ไม่มีการตัดเกรดเป็น 1 2 3 4  นะครับทำให้อายทุกคนมีความรู้ความสามารถเท่าเทียมกัน พูดอีกก็ไม่เกรดเลย แต่ครู มีคะแนนเพื่อพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลอยู่นะ

พี่ไทยก็ มีห้องKing จัดลำดับ ให้ระดับ สร้างชนชั้นอย่างเป็นได้ชัน เพื่อให้เด็กมีแรงขยันในการพัฒนาตนเองต่อไป สู้ๆๆ

5. ครูผู้สอนต้องจบเฉพาะสาขาและต้องมีความรู้ด้านการจัดการเรียนการสอนด้วยนะครับ หรือต้องจบ ป.โท เท่านั้น ส่วนผู้บริหาร ถ้าบริหารไม่ดี ก็เชิญออก…โหดดีนะครับ

พี่ไปก็รับหมด…ช่วงหลักก็ดีหน่อยที่มี ใบประกอบวิชาชีพ ผู้บริหารเชิญออกนี้ต้องผิดจริงๆ มีหลักฐานด้วย เกิดคดี ต้องให้เวลา 10 ปี เกษียณก่อน….

IMG_1042_resize IMG_1050_resize IMG_1059_resize IMG_1061_resize IMG_1070_resize IMG_1113_resize

IMG_1115_resize IMG_1129_resizeIMG_1140_resize IMG_1143_resize
IMG_1153_resize

ประเทศจีน

—จะมาเขียนวันหน้านะครับ—

IMG_1161_resize

บทเรียนออนไลน์ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร

บทเรียนออนไลน์ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร
1. องค์ประกอบ 4 ด้าน
            1.1.บทเรียน วิธีการสอน กิจกรรม มีข้อแตกต่างอย่างไร มีความสนุก สนใจ 
           1.2.มีอุปกรณ์ที่มารองรับ มีปัญหาเรื่อง Network แก้ไข บอกวิธีการติดตั้งของโรงเรียน ระบบ ออนไลน์ ไว้แชร์ กัน ระหว่างโรงเรียน 
           1.3.ระบบอบรม ครูผู้สอนต้องได้มากกว่าคนอื่น 
           1.4.การประเมิน การใช้กับโรงเรียน การวิจัย มันจะสำเร็จ
2.การออบแบบดารเรียนรู้ ควรใช้วิธีการสอนใช้ BackWordDedign
3. ระดับของการนำ มาใช้ คือ ระดับ 3 เน้นให้ผู้เรียนมีการโต้ตอบ คล้ายกับบบยากาศในห้องเรียนจริง
4.มาตรฐานการเรียนรู้ พัฒนาผู้เรียนโดยเน้นให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ
5. กรอบแนวทางการสอน

การหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม

การหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม

 ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) หมายถึง ประเมินพฤติกรรมย่อยๆจากการทำกิจกรรมของผู้เรียนในบทเรียนทุกกิจกรรม(ทุกกรอบ/ข้อ) หรือจากการที่นักเรียนได้อ่านบทเรียนถูกมากน้อยเพียงใดนั่นเอง

ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) หมายถึง    การประเมินผลลัพธ์(Product) ของนักเรียนโดยพิจารณาจากผลการทดสอบหลังเรียน(Post-test)

ในการเขียนประสิทธิภาพของนวัตกรรมนั้นมักเขียนในลักษณะของ E1 / E2  เช่น  70/70, 80/80, 90/90 เป็นต้น

การกำหนดเกณฑ์การหาประสิทธิภาพ

การกำหนดเกณฑ์ E1 / E2  ให้มีค่าเท่าใด ควรกำหนดไว้ก่อนว่าในครั้งนี้ว่าจะให้มาตรฐานหรือเกณฑ์มาตรฐานเท่าใด  โดยยึดเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดเกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้

  1. เนื้อหาวิชาที่เป็นความรู้ ความจำ ควรตั้งเกณฑ์ให้สูงไว้ คือ 80/80, 85/85, 90/90
  2. เนื้อหาวิชาที่เป็นทักษะหรือเจตคติ ควรตั้งเกณฑ์ให้ต่ำลงมาเล็กน้อย คือ 70/70, 75/75 แต่อาจตั้งเกณฑ์สูงกว่านี้ก็ได้

การคำนวณหาประสิทธิภาพ

การคำนวณหาประสิทธิภาพ คือ การหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) ซึ่งมีแนวทางการคำนวณ ดังนี้

1.  การคำนวณหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1)

เมื่อ คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ
คือ คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรือกิจกรรมในบทเรียน
คือ คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดหรือกิจกรรมในบทเรียน
คือ จำนวนผู้เรียน

2.  การคำนวณหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)

เมื่อ คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
คือ คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังรียน
คือ คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน
คือ จำนวนผู้เรียน

 

การยอมรับประสิทธิภาพ 

1. สูงกว่าเกณฑ์ คือ ตั้งเกณฑ์ E1 / E2 ไว้      แล้วได้ค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น ตั้งเกณฑ์มาตรฐานไว้ 90/90 แล้วคำนวณค่าประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูปได้ 95/95

2. เท่าเกณฑ์ คือ ตั้งเกณฑ์ E1 / E2 ไว้  แล้วได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้พอดี  เช่น   ตั้งเกณฑ์มาตรฐานไว้ 90/90 แล้วคำนวณค่าประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูปได้ 90/90

3. ต่ำกว่าเกณฑ์ คือ ตั้งเกณฑ์ E1 / E2 ไว้  แล้วได้ค่าประสิทธิภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ไม่เกิน + 2.5 %

เกณฑ์ที่นิยมตั้งไว้สำหรับด้านความรู้ (พุทธิพิสัย) คือ E1/E2 =90/90 85/85 หรือ 80/80

การทดสอบประสิทธิภาพและการกำหนดค่า E1/E2 ความรู้จากการปฏิบัติงาน

การทดสอบประสิทธิภาพสื่อ
การทดสอบประสิทธิภาพ (Developmental Testing) เป็นกระบวนการทดสอบคุณภาพของสื่อประสมต้นแบบ (Prototype) ทั้งที่เป็นสื่อเดี่ยวที่ใช้อย่างเอกเทศและสื่อประสมที่ใช้ร่วมกันในรูปของชุดการสอนในส่วนที่เกี่ยวกับคุณภาพเชิงเทคนิค และคุณภาพในการทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้เพิ่มขึ้น ตามขั้นตอนและเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

1. ขั้นตอนหลักและเกณฑ์ในการทดสอบประสิทธิภาพ

1.1 ขั้นตอนหลักในการทดสอบประสิทธิภาพ
การทดสอบประสิทธิภาพมีขั้นตอนหลัก 2 ขั้น ได้แก่ การทดลองใช้เบื้องต้น และทดลองใช้จริง

1.1.1 การทดลองใช้เบื้องต้น (Try Out) เป็นการนำสื่อที่ผลิตขึ้นไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของผู้เรียนที่คละกันระหว่างผู้เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน

ในกรณีที่เป็นสื่อการสอนแบบโปรแกรม เช่น บทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนแบบโปรแกรม บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และชุดการสอน นิยมทดสอบ 3 ขั้นตอน คือ
(1) ทดสอบแบบเดี่ยว (Individual Testing)เป็นการทดสอบกับผู้เรียน 1-3 คน หากเน้นการทำงานเป็นกลุ่มต้องใช้ผู้เรียนคละกันระหว่างคนเก่ง กลาง และอ่อนจำนวน 3 คน
(2) แบบกลุ่ม(Group Testing) เป็นการนำสื่อไปทดลองใช้กับผู้เรียนเป็นกลุ่มจำนวน 6-12 คนที่มีความสามารถคละกัน
(3) แบบสนาม(Field Testing) เป็นการนำสื่อไปทดลองใช้ในห้องเรียนหรือสถานการณ์จริงหรือใกล้เคียง กับผู้เรียนจำนวน 20 คนขึ้นไป

ในการทดลองแต่ละขั้นตอน จะต้องมีเครื่องมือประเมิน ในรูปแบบทดสอบ แบบสอบถาม และแบบสังเกต เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดตามประเภทของสื่อ และทำการปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเกณฑ์ที่กำหนดจึงจะถือว่า สื่อมีประสิทธิภาพ

1.1.2 การทดลองใช้จริง (Trial Run) เป็นการนำสื่อที่ได้ปรับปรุงถึงเกณฑ์แล้ว ไปทดลองใช้จริงในสถานการณ์จริง คือในห้องเรียนจริง และผู้เรียนจริงในช่วงเวลา 1 ภาคการศึกษา หรือ 1 ปีการศึกษา เพื่อให้แน่ใจว่า สื่อที่ผลิตขึ้นจะยังคงมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดในสถานการณ์จริงที่อาจมีตัวแปรที่ควบคุมได้ยาก
ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบประสิทธิภาพในขั้นทดลองใช้จริง จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถปรับปรุงสื่อให้ดีขึ้นก่อนที่จะผลิตเป็นจำนวนมาก

1.2 เกณฑ์การทดสอบประสิทธิภาพสื่อ ครอบคลุม 3 ขอบข่าย คือ

(1) เกณฑ์ด้านความก้าวหน้าทางการเรียน เป็นการทดสอบว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น หาได้จากการนำผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยต้องทำให้ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น .01 หรือ .05 แล้วแต่จะกำหนด

(2) เกณฑ์ประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพท์ เป็นการทดสอบว่า สื่อมีสมดุลของประสิทธิภาพในด้านกระบวนการ (Efficiency of Process-E1) คือ ประเมินการทำงาน กิจกรรมการทำรายงาน แบบฝึกปฏิบัติระหว่างการเรียน และประสิทธิภาพด้านผลลัพท์ (Efficiency of Product-E2) คือเมื่อการเรียนผ่านพ้นไปแล้ว โดยตั้งเกณฑ์กระบวนการ/ผลลัพท์ หรือ E1/E2 ที่คาดหวังให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือทำได้ตามที่ผู้สอนพอใจ

เกณฑ์ที่นิยมตั้งไว้สำหรับด้านความรู้ (พุทธิพิสัย) คือ E1/E2 =90/90 85/85 หรือ 80/80 ขึ้นอยู่กับระดับพุทธิพิสัย
-หากเน้นระดับความจำ และความเข้าใจก็อาจตั้ง 90/90
-หากเน้นการนำไปใช้และการวิเคราะห์ก็อาจตั้ง 85/85 หรือ
-หากเน้นการวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินก็อาจตั้ง 80/80 เป็นต้น

ส่วนเกณฑ์ที่ตั้งไว้สำหรับด้านจิตพิสัยและทักษะพิสัย อาจตั้งไว้ดังนี้
-85/85 เมื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือความชำนาญที่ไม่ต้องใช้เวลามากนัก
-80/80 เมื่อต้องการเวลาในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือฝึกฝน
-75/75 เมื่อต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านจิตพิสัยหรือทักษะพิสัยเป็นเวลานาน และผู้เรียนต้องการเวลาในการฝึกฝนมากขึ้น

ไม่ว่า จะเน้นเนื้อหาสาระด้านใด ก็ไม่ควรตั้งเกณฑ์ E1/E2 ไว้ต่ำกว่า 75/75

เกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อเดี่ยวและสื่อประสมในโครงการการศึกษาไร้พรมแดน กำหนดให้ E1/E2 = 85/85 ขึ้นไป

(3) เกณฑ์คุณภาพ เป็นการประเมินผลที่เกิดทางนามธรรม เช่น ความพึงพอใจของผู้เรียน คุณลักษณะที่เกิดขึ้นจากการใช้สื่อ เช่น การทำงานเป็นทีม การพัฒนาวินัย การรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องมีแบบประเมิน แบบสังเกต หรือแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือ

http://www.nkedu1.net/nkedu1/kmc/index.php?name=research&file=readresearch&id=13ImageImage